วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

แนะนำตัว

ชื่อนางสาวอัญชุลี ถีระแก้ว ชื่อเล่น อัญ

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที่ 19

เพื่อนสนิท นางสาวฐิติพร แสงตะวัน

ผู้แนะนำ คุณครูวีระชน ไพสาทย์

การขอโทษและการให้อภัย

การรู้จักขอโทษนั้นเป็นมารยาทอันดีงามสำหรับตัวผู้ทำเอง และเป็นการช่วยระงับหรือช่วยแก้โทสะของผู้ถูกกระทบกระทั่งให้เรียบร้อยด้วยดีในทางหนึ่ง หรือจะกล่าวว่าการขอโทษคือการพยายามป้องกันมิให้มีการผูกเวรกันก็ไม่ผิด เพราะเมื่อผู้หนึ่งทำผิด อีกผู้หนึ่งเกิดโทสะเพราะถือความผิดนั้นเป็นความล่วงเกินกระทบกระทั่งถึงตน แม้ไม่อาจแก้โทสะนั้นได้ ความผูกโกรธหรือความผูกเวรก็ย่อมมีขึ้น ถ้าแก้โทสะนั้นได้ก็เท่ากับแก้ความผูกโกรธหรือผูกเวรได้ เป็นการสร้างอภัยทานขึ้นแทน อภัยทานก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ อันอภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะโกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย...

ทำชีวิตให้มีแต่ "หน้าที่" แล้วจะไม่มี "ภาระ"

ท่านพุทธทาสเคยเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า เคยมีคนไปเยี่ยมเยียนท่านมาครั้งแรกนั้น ก็สังเกตเห็นอาคารใกล้ ๆ กำลังสร้างอีกสามปีต่อมา กลับมาเยี่ยมอีกครั้ง อาคารก็ยังคงก่อสร้างอยู่ผู้มาเยือนจึงกล่าวขึ้นว่า "อาคารนี้ยังไม่เสร็จอีกนะครับ"หลวงพ่อท่านกลับตอบว่า "เสร็จแล้ว""เท่าที่สร้าง เสร็จแล้ว"(ท่านพระชยาสาโรบอกว่า) ให้รู้จักมองให้เป็นเรื่อง ๆรู้จักทำให้เสร็จเป็นขั้น ๆ ไปอย่ามัวแต่ไปกังวลว่า โอย.. ยังมีงานค้างอีกตั้งเท่าไร ๆสิ้นวันที ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จเสียที มีแต่ความรู้สึกเป็นหนี้แต่จงมองงานให้เป็นเรื่อง ๆ วันนี้เสร็จอะไรไปบ้างแล้ว พรุ่งนี้จะทำอะไรต่อมีสติอยู่กับทุกเรื่องที่ทำ รู้จักเดินทีละก้าวรู้จักบริหารชีวิตให้เป็นแล้วชีวิตจะมีแต่คำว่า "หน้าที่" ไม่มี "ภาระ" เลย

ลูกพรุน ถ่ายคล่อง ไกลมะเร็ง

ใครที่ชอบกินลูกพรุนเพื่อช่วยการขับถ่ายให้คล่องตัวขึ้น ขอให้คล่องใจเพิ่มขึ้นได้เลย เพราะมันยังจะช่วยให้คุณห่างไกลมะเร็งอีกด้วย เนื่องจากลูกพรุนนั้นเป็นผลไม้อับดับต้น ๆ ที่อุดมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีต่าง ๆ มาทำร้ายเซลล์ของคุณ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟต์ ในสหรัฐอเมริกา เขาพบว่าการบริโภคผลไม้อย่างลูกพรุน องุ่น บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และผักอย่างคะน้าฝรั่ง (เคล) และผักโขม ล้วนแล้วแต่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์จำนวนมากลดหลั่นกันลงมา เ ป็นเรื่องยากที่จะระบุเพียงแคบ ๆ ว่า สารตัวใดกันแน่ที่เราสามารถสกัดออกมาเป็นตัวยาหรืออาหารเสริมเฉพาะอย่างได้ แต่บอกได้ว่าที่บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและโรคหัวใจน้อยมาก
ใครที่ชอบเขี่ย ชอบส่วยหน้าเวลาที่ต้องทานผักแล้วล่ะก็ ตอนนี้เปลี่ยนใจยังทันนะ

ธรรมะนำใจ

ชีวิตคน ใช่ดิ้นรน แค่เรื่องรักควรยึดมั่น หลักธรรม คำสั่งสอนอยากให้เค้า เป็นดั่งใจ เช่นเราปองจะเศร้าหมอง สืบไป ในกงเกวียนในห้วงทุกข์ มากมาย คือความรักแล้วใยจัก ไขว่คว้า แต่รักเล่าทำความดี แต่งเสริม ให้ใจเราเป็นดังเงา ติดใจเรา ทุกชาติไปหากจะรัก จงรักกัน ด้วยศีลห้าจะนำมา ซึ่งความสุข ทุกสมัยหากใครรัก แล้วให้รัก มาเผาใจอย่าหาใคร มาเป็นไฟ ให้ใจเลยแล้วอย่างนี้ ความรัก มีสุขหรือความรักคือ ความทุกข์ สนุกหมัยรักพ่อแม่ ตายหรืออยู่ มีที่ไปรักหลงไหล ตายแล้วไป ไร้ปลายทางคนทุกคน ในวังวน จงสำนึกอย่าลงลึก กับความโลภ และโกรธหลงเลิกยึดเขา เลิกยึดเรา ด้วยทางปลงจงสวดมนตร์ ปฏิบัติธรรม ช่วยนำใจ

ขอพรอย่างปัญญาชน

1.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าหลงผิดคิดไปว่าลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ
2.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ
3.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
4.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้องอในกระดูก ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหลเฉกเช่นศรีธนญชัย
5.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นนักจับผิดมองโลกแต่ในแง่ร้าย เห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา
6.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่นรวมทั้งส่วนรวม
7.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงหลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ
8.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
9.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่เคยประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง
10.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิด คิดว่าตนเก่ง ตนดีอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล11.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการขุดคุ้ย แคะไค้ ฟื้นฝอยความหลังอันเจ็บปวด ปมด้อยอันขมขื่น ความผิดพลาดอันน่าละอายของคนอื่นขึ้นมานินทา บอกเล่าให้เขาได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ
12.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นมนุษย์บ้างานที่เห็นงานสำคัญที่สุดในชีวิตจนทอดทิ้งการดูแลสุขภาพ สถาบันครอบครัว และความรับผิดชอบทางสังคม
13.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเลือกคบคนผิด ติดจมอยู่ในหมู่คนเลว คนถ่อย คนทราม คนช่างประจบสอพลอผู้เป็นศัตรูแต่แฝงตัวมาในร่างของมิตร
14.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเนรคุณบุพการีผู้มีพระคุณอย่างมารดร บิดา ปู่ ย่า ตา ยาย และกัลยาณมิตรผู้เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลให้ในยามตกยาก
15.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่กำลังตกต่ำ อย่าริษยาคนที่กำลังรุ่งโรจน์ อย่าเย็นชาต่อผู้ที่ตกอยู่ท่ามกลางหายนภัยในรูปแบบต่างๆ
16.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าสูญเสียสามัญสำนึกซึ่งเป็นเหตุให้ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่กลัวกฎแห่งกรรม และนิยมเหยียบย่ำกฎหมาย
17.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง อหังการ หยาบกระด้าง สร้างแต่ความระคายเคืองให้คนอื่น
18.ขอให้ข้าพเจ้าอย่ากลัว อย่าหงอต่อคนชั่ว ต่อคนถ่อย ต่อคนบ้า ต่อความอยุติธรรมที่กำลังครอบงำประชาชนและยุคสมัย
19.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าดูถูกตนเองว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า อันนำมาซึ่งความหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาชีวิต
20.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าถูกมอมเมาปั่นหัวให้ต้องลุกขึ้นมาทำสงครามกลางเมืองระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเอง
ขอบคุณบทความจาก บ้านธรรมะ

โทษของการเป็นคนลวงโลก

๑) ทุกข์ทางใจจิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดพูดโกหกมดเท็จ การจะโกหกมดเท็จได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะไหนจะต้องพยายามแต่งเรื่องขึ้นใหม่ ไหนจะต้องออกแรงบิดความจริงอันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยปากอันเล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่การกลับซ้ายให้กลายเป็นขวาเพียงนิดเดียว ก็อาจพาคนหลงตามคำหลอกของเราไปลงเหวได้แล้ว ทุกคำมุสาที่นึกว่าเล็กน้อย จึงอาจก่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดาได้การรู้ตัวว่าโดนหลอก เป็นความทุกข์ของผู้ถูกหลอก ถ้าเราเป็นคนหลอกเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจนทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความฝืดฝืน นั่นเพราะธรรมชาติของความจริงมีเหตุมีผล การอยากโกหกก็คือการอยากทำลายเหตุผล ซึ่งค้านกันกับสำนึกแบบมนุษย์ที่ต้องการเหตุผลตามจริงทุกข์จะทวีตัว ขึ้นเมื่อตัดสินใจหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจถูกคลุมไว้ด้วยฝ้าหมอกมายา นั่นเพราะการตั้งใจแต่งเรื่องหลอกคนอื่น ก็คือการพลิกเอาตัวเองออกจากความจริงอันสว่างไปสู่ความเท็จอันมืด จึงไม่มีทางที่ใจจะสดใสโปร่งโล่งไปได้ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อ พยายามคิดคำลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายมีตัวเราที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมกำลังดิ้นพล่าน พยายามจินตนาการจับต้นชนปลายความจริงกับความเท็จให้ต่อกันติด ที่มโนภาพของตัวเราแตกต่างจากเดิม ราวกับแปลกไปไม่ใช่ตัวเรา ก็เพราะขณะจิตนั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ตัวจริงตามที่กำลังเป็นทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อต้องฝืนขยับปากหลอกลวงคนอื่นให้หลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นการออกแรงเค้นคำ แตกต่างจากเมื่อพูดความจริงอย่างสบายอารมณ์ นั่นเพราะเรารู้ว่าความจริงเป็นเส้นตรง แต่จะอาศัยปากของเราเข้าไปดัดเส้นตรงนั้นให้เบี้ยวบิดผิดรูป แน่นอนว่าจิตใจและปากคอของเราย่อมเบี้ยวบิดผิดตามไปด้วย ไม่อาจตรงอยู่ได้ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อได้สำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งรู้ความจริง อีกภาคหนึ่งรู้ว่ามีความลวงซ้อนความจริงขึ้นมา อีกทั้งต้องคอยปกปิดให้ดี ยิ่งภาคแห่งความลวงหนาขึ้นกลบภาคแห่งความจริงมากขึ้นเท่าใด เราจะยิ่งรู้สึกคล้ายเกิดหน้ากากปิดบังหน้าตาของตนมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งส่องกระจกเงาแล้วอาจรู้สึกครึ่งจริงครึ่งฝัน ถามตัวเองว่านี่ใบหน้าของเราแน่หรือ?ในทางปฏิบัติแล้ว การหลอกคนได้มักทำให้ภูมิใจ เพราะหลงนึกว่าตัวเองฉลาด และเห็นว่าคนอื่นโง่ ดังนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการฝึกเป็นนักแต่งเรื่องจึงไม่ปรากฏชัดในช่วงต้นวัย ต่อเมื่อหลอกคนอื่นจนกระทั่งจิตทำงานเป็นอัตโนมัติ คล้ายหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองให้เชื่ออะไรผิด ๆ หลงตัดสินใจโง่ ๆ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตระหนักว่าที่สุดของการเป็นคนลวงโลก ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนจากการไม่รู้จักตนเองเสียแล้ว