วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

แนะนำตัว

ชื่อนางสาวอัญชุลี ถีระแก้ว ชื่อเล่น อัญ

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที่ 19

เพื่อนสนิท นางสาวฐิติพร แสงตะวัน

ผู้แนะนำ คุณครูวีระชน ไพสาทย์

การขอโทษและการให้อภัย

การรู้จักขอโทษนั้นเป็นมารยาทอันดีงามสำหรับตัวผู้ทำเอง และเป็นการช่วยระงับหรือช่วยแก้โทสะของผู้ถูกกระทบกระทั่งให้เรียบร้อยด้วยดีในทางหนึ่ง หรือจะกล่าวว่าการขอโทษคือการพยายามป้องกันมิให้มีการผูกเวรกันก็ไม่ผิด เพราะเมื่อผู้หนึ่งทำผิด อีกผู้หนึ่งเกิดโทสะเพราะถือความผิดนั้นเป็นความล่วงเกินกระทบกระทั่งถึงตน แม้ไม่อาจแก้โทสะนั้นได้ ความผูกโกรธหรือความผูกเวรก็ย่อมมีขึ้น ถ้าแก้โทสะนั้นได้ก็เท่ากับแก้ความผูกโกรธหรือผูกเวรได้ เป็นการสร้างอภัยทานขึ้นแทน อภัยทานก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ อันอภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะโกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย...

ทำชีวิตให้มีแต่ "หน้าที่" แล้วจะไม่มี "ภาระ"

ท่านพุทธทาสเคยเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า เคยมีคนไปเยี่ยมเยียนท่านมาครั้งแรกนั้น ก็สังเกตเห็นอาคารใกล้ ๆ กำลังสร้างอีกสามปีต่อมา กลับมาเยี่ยมอีกครั้ง อาคารก็ยังคงก่อสร้างอยู่ผู้มาเยือนจึงกล่าวขึ้นว่า "อาคารนี้ยังไม่เสร็จอีกนะครับ"หลวงพ่อท่านกลับตอบว่า "เสร็จแล้ว""เท่าที่สร้าง เสร็จแล้ว"(ท่านพระชยาสาโรบอกว่า) ให้รู้จักมองให้เป็นเรื่อง ๆรู้จักทำให้เสร็จเป็นขั้น ๆ ไปอย่ามัวแต่ไปกังวลว่า โอย.. ยังมีงานค้างอีกตั้งเท่าไร ๆสิ้นวันที ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จเสียที มีแต่ความรู้สึกเป็นหนี้แต่จงมองงานให้เป็นเรื่อง ๆ วันนี้เสร็จอะไรไปบ้างแล้ว พรุ่งนี้จะทำอะไรต่อมีสติอยู่กับทุกเรื่องที่ทำ รู้จักเดินทีละก้าวรู้จักบริหารชีวิตให้เป็นแล้วชีวิตจะมีแต่คำว่า "หน้าที่" ไม่มี "ภาระ" เลย

ลูกพรุน ถ่ายคล่อง ไกลมะเร็ง

ใครที่ชอบกินลูกพรุนเพื่อช่วยการขับถ่ายให้คล่องตัวขึ้น ขอให้คล่องใจเพิ่มขึ้นได้เลย เพราะมันยังจะช่วยให้คุณห่างไกลมะเร็งอีกด้วย เนื่องจากลูกพรุนนั้นเป็นผลไม้อับดับต้น ๆ ที่อุดมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีต่าง ๆ มาทำร้ายเซลล์ของคุณ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟต์ ในสหรัฐอเมริกา เขาพบว่าการบริโภคผลไม้อย่างลูกพรุน องุ่น บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และผักอย่างคะน้าฝรั่ง (เคล) และผักโขม ล้วนแล้วแต่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์จำนวนมากลดหลั่นกันลงมา เ ป็นเรื่องยากที่จะระบุเพียงแคบ ๆ ว่า สารตัวใดกันแน่ที่เราสามารถสกัดออกมาเป็นตัวยาหรืออาหารเสริมเฉพาะอย่างได้ แต่บอกได้ว่าที่บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและโรคหัวใจน้อยมาก
ใครที่ชอบเขี่ย ชอบส่วยหน้าเวลาที่ต้องทานผักแล้วล่ะก็ ตอนนี้เปลี่ยนใจยังทันนะ

ธรรมะนำใจ

ชีวิตคน ใช่ดิ้นรน แค่เรื่องรักควรยึดมั่น หลักธรรม คำสั่งสอนอยากให้เค้า เป็นดั่งใจ เช่นเราปองจะเศร้าหมอง สืบไป ในกงเกวียนในห้วงทุกข์ มากมาย คือความรักแล้วใยจัก ไขว่คว้า แต่รักเล่าทำความดี แต่งเสริม ให้ใจเราเป็นดังเงา ติดใจเรา ทุกชาติไปหากจะรัก จงรักกัน ด้วยศีลห้าจะนำมา ซึ่งความสุข ทุกสมัยหากใครรัก แล้วให้รัก มาเผาใจอย่าหาใคร มาเป็นไฟ ให้ใจเลยแล้วอย่างนี้ ความรัก มีสุขหรือความรักคือ ความทุกข์ สนุกหมัยรักพ่อแม่ ตายหรืออยู่ มีที่ไปรักหลงไหล ตายแล้วไป ไร้ปลายทางคนทุกคน ในวังวน จงสำนึกอย่าลงลึก กับความโลภ และโกรธหลงเลิกยึดเขา เลิกยึดเรา ด้วยทางปลงจงสวดมนตร์ ปฏิบัติธรรม ช่วยนำใจ

ขอพรอย่างปัญญาชน

1.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าหลงผิดคิดไปว่าลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ
2.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ
3.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
4.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้องอในกระดูก ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหลเฉกเช่นศรีธนญชัย
5.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นนักจับผิดมองโลกแต่ในแง่ร้าย เห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา
6.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่นรวมทั้งส่วนรวม
7.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงหลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ
8.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
9.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่เคยประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง
10.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิด คิดว่าตนเก่ง ตนดีอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล11.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการขุดคุ้ย แคะไค้ ฟื้นฝอยความหลังอันเจ็บปวด ปมด้อยอันขมขื่น ความผิดพลาดอันน่าละอายของคนอื่นขึ้นมานินทา บอกเล่าให้เขาได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ
12.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นมนุษย์บ้างานที่เห็นงานสำคัญที่สุดในชีวิตจนทอดทิ้งการดูแลสุขภาพ สถาบันครอบครัว และความรับผิดชอบทางสังคม
13.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเลือกคบคนผิด ติดจมอยู่ในหมู่คนเลว คนถ่อย คนทราม คนช่างประจบสอพลอผู้เป็นศัตรูแต่แฝงตัวมาในร่างของมิตร
14.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเนรคุณบุพการีผู้มีพระคุณอย่างมารดร บิดา ปู่ ย่า ตา ยาย และกัลยาณมิตรผู้เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลให้ในยามตกยาก
15.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่กำลังตกต่ำ อย่าริษยาคนที่กำลังรุ่งโรจน์ อย่าเย็นชาต่อผู้ที่ตกอยู่ท่ามกลางหายนภัยในรูปแบบต่างๆ
16.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าสูญเสียสามัญสำนึกซึ่งเป็นเหตุให้ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่กลัวกฎแห่งกรรม และนิยมเหยียบย่ำกฎหมาย
17.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง อหังการ หยาบกระด้าง สร้างแต่ความระคายเคืองให้คนอื่น
18.ขอให้ข้าพเจ้าอย่ากลัว อย่าหงอต่อคนชั่ว ต่อคนถ่อย ต่อคนบ้า ต่อความอยุติธรรมที่กำลังครอบงำประชาชนและยุคสมัย
19.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าดูถูกตนเองว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า อันนำมาซึ่งความหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาชีวิต
20.ขอให้ข้าพเจ้าอย่าถูกมอมเมาปั่นหัวให้ต้องลุกขึ้นมาทำสงครามกลางเมืองระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเอง
ขอบคุณบทความจาก บ้านธรรมะ

โทษของการเป็นคนลวงโลก

๑) ทุกข์ทางใจจิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดพูดโกหกมดเท็จ การจะโกหกมดเท็จได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะไหนจะต้องพยายามแต่งเรื่องขึ้นใหม่ ไหนจะต้องออกแรงบิดความจริงอันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยปากอันเล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่การกลับซ้ายให้กลายเป็นขวาเพียงนิดเดียว ก็อาจพาคนหลงตามคำหลอกของเราไปลงเหวได้แล้ว ทุกคำมุสาที่นึกว่าเล็กน้อย จึงอาจก่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดาได้การรู้ตัวว่าโดนหลอก เป็นความทุกข์ของผู้ถูกหลอก ถ้าเราเป็นคนหลอกเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจนทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความฝืดฝืน นั่นเพราะธรรมชาติของความจริงมีเหตุมีผล การอยากโกหกก็คือการอยากทำลายเหตุผล ซึ่งค้านกันกับสำนึกแบบมนุษย์ที่ต้องการเหตุผลตามจริงทุกข์จะทวีตัว ขึ้นเมื่อตัดสินใจหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจถูกคลุมไว้ด้วยฝ้าหมอกมายา นั่นเพราะการตั้งใจแต่งเรื่องหลอกคนอื่น ก็คือการพลิกเอาตัวเองออกจากความจริงอันสว่างไปสู่ความเท็จอันมืด จึงไม่มีทางที่ใจจะสดใสโปร่งโล่งไปได้ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อ พยายามคิดคำลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายมีตัวเราที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมกำลังดิ้นพล่าน พยายามจินตนาการจับต้นชนปลายความจริงกับความเท็จให้ต่อกันติด ที่มโนภาพของตัวเราแตกต่างจากเดิม ราวกับแปลกไปไม่ใช่ตัวเรา ก็เพราะขณะจิตนั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ตัวจริงตามที่กำลังเป็นทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อต้องฝืนขยับปากหลอกลวงคนอื่นให้หลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นการออกแรงเค้นคำ แตกต่างจากเมื่อพูดความจริงอย่างสบายอารมณ์ นั่นเพราะเรารู้ว่าความจริงเป็นเส้นตรง แต่จะอาศัยปากของเราเข้าไปดัดเส้นตรงนั้นให้เบี้ยวบิดผิดรูป แน่นอนว่าจิตใจและปากคอของเราย่อมเบี้ยวบิดผิดตามไปด้วย ไม่อาจตรงอยู่ได้ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อได้สำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งรู้ความจริง อีกภาคหนึ่งรู้ว่ามีความลวงซ้อนความจริงขึ้นมา อีกทั้งต้องคอยปกปิดให้ดี ยิ่งภาคแห่งความลวงหนาขึ้นกลบภาคแห่งความจริงมากขึ้นเท่าใด เราจะยิ่งรู้สึกคล้ายเกิดหน้ากากปิดบังหน้าตาของตนมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งส่องกระจกเงาแล้วอาจรู้สึกครึ่งจริงครึ่งฝัน ถามตัวเองว่านี่ใบหน้าของเราแน่หรือ?ในทางปฏิบัติแล้ว การหลอกคนได้มักทำให้ภูมิใจ เพราะหลงนึกว่าตัวเองฉลาด และเห็นว่าคนอื่นโง่ ดังนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการฝึกเป็นนักแต่งเรื่องจึงไม่ปรากฏชัดในช่วงต้นวัย ต่อเมื่อหลอกคนอื่นจนกระทั่งจิตทำงานเป็นอัตโนมัติ คล้ายหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองให้เชื่ออะไรผิด ๆ หลงตัดสินใจโง่ ๆ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตระหนักว่าที่สุดของการเป็นคนลวงโลก ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนจากการไม่รู้จักตนเองเสียแล้ว

วิธีพิชิตโรค มะเร็ง

ทุกๆ 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้คนเสียชีวิตด้วยโรค มะเร็ง 1 คน ในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรค มะเร็ง ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ก็เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วย หลายคนท้อแท้สิ้นหวังเมื่อทราบว่าตนเองหรือญาติป่วยเป็นโรค มะเร็ง หลายคนสับสนและตื่นตระหนก เพราะเข้าใจว่าโรค มะเร็ง ไม่มีทางรักษาให้หายได้ ชีวิตที่เหลืออยู่จึงสิ้นหวัง ที่จริงแล้วในโลกปัจจุบันนี้มีโรค มะเร็ง หลายชนิดที่สามารถถูกวินิจฉัยได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจด้วยตนเองที่บ้าน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น และเมื่อตรวจพบแล้วก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ มะเร็งบางชนิดสามารถใช้วิธีการรักษาหลายๆ วิธีร่วมกันก็จะช่วยยืดอายุออกไปได้อีก แต่ก็มีบางชนิดเช่นกันที่ไม่สามารถรักษาได้หรือให้ผลการักษาที่ไม่ดี ด้วยเหตุนี้ การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาวิธีการต่างๆ ในการรักษาโรค มะเร็งเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี และมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด จึงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันบางโรงพยาบาลสามารถใช้เทคนิคการแพทย์แบบองค์รวม (Holistic Medicine) ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง นั่นคือการใช้การแพทย์แผนปัจจุบัน ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ร่วมกับการแพทย์ทางเลือกในการรักษาโรค มะเร็ง เช่น สมุนไพร เป็นต้น เพราะการแพทย์แผนปัจจุบันมีความสามารถในการทำลายก้อน มะเร็ง ค่อนข้างสูง แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายเซลปกติของร่างกายด้วย จึงก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการประยุกต์ใช้แพทย์ทางเลือกดังกล่าวนอกจากจะเสริมประสิทธิภาพการรักษาให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความทรมานจาก ผลข้างเคียง อันไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมี คุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น และช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครบสมบูรณ์ ไม่ต้องหยุดหรือเลื่อนการรักษาและเพื่อให้ การรักษาต่างๆ มีประสิทธิผลสูงสุด อีกทั้งในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาแบบแผนปัจจุบันได้ก็สามารถรับยาหรือการรักษาแบบเสริมเข้าไปช่วยได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สมุนไพร รักษาโรค มะเร็ง ก็มีข้อเสียตรงที่ออกฤทธิ์ช้า จะไม่เห็นผลทันที แต่จะค่อยๆ ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ โดยไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย ในการรักษาโรค มะเร็ง ที่เหมาะสมก็คือการใช้การรักษาทั้ง 2 ควบคู่กันไปแบบผสมผสานจึงจะได้ประสิทธิผลการรักษาสูงที่สุด และหากเมื่อนำการรักษาแบบผสมผสานทั้ง 2 แบบแล้ว การรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค มะเร็ง คงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ในการรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง นั้น สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไป คือ “คุณภาพชีวิต” ปัจจุบันการรักษา มะเร็ง ด้วยหลักของแพทย์แบบแผนตะวันตก ยังเป็นการรักษาโดยตรงที่สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาก็ทิ้งความเจ็บปวดทั้งกายและใจแก่ผู้ป่วยไม่น้อย ดังนั้นจึงเริ่มมีการบำบัดร่วมกันระหว่างวิธีแพทย์แผนตะวันตก และแพทย์แผนโบราณกันมากขึ้น และไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญในเรื่องการรักษาอย่างเดียว ประเด็นเรื่อง คุณภาพชีวิต ภูมิคุ้มกัน การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจก็ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ก็เพื่อให้ผู้ป่วยโรค มะเร็ง สามารถทนต่ออาการข้างเคียงของการรักษาที่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง แต่ผู้ป่วยยังคงสามารถทนได้และมี คุณภาพชีวิต ที่ดีเหมือนไม่ได้ป่วยเป็นโรค มะเร็ง

เคล็ดลับ 6 สมุนไพรแก้เล็บขบ

" เล็บขบ" อาจเกิดจากการตัดเล็บไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ชอบทำเล็บที่ร้านเสริมสวย ซึ่งมักจะตัดถึงมุมเล็บ ทำให้เล็บที่งอกออกมาแทงเนื้อได้ หรือเกิดจากการใส่รองเท้าที่คับและสั้นเกินไป ทำให้แผ่นเล็บมีรูปร่างผิดปกติและงอกไปกดทับเนื้อข้างเล็บได้เช่นกัน
นอกจากนี้อาจพบได้ในผู้ที่มีลักษณะเล็บผิดปกติ ซึ้งอาจเกิดจากอุบัติเหตุ การติดเชื้อราที่เล็บ หรือการที่มีเนื้อด้านข้างของเล็บมากเกินไป อาการของเล็บขบนั้นแตกต่างกันไป บางรายอาจแค่ปวดรำคาญไปจนถึงปวดรุนแรงที่ขอบเล็บ โดยเฉพาะเมื่อสวมรองเท้าก็จะมีอาการปวดมากขึ้น และถ้าเป็นอยู่หลายวันหรือจนกระทั่งแผ่นเล็บกดทะลุชั้นหนังกำพร้าก็จะมีการอักเสบติดเชื้อตามมา ทำให้มีลักษณะปวดบวมแดงไปจนถึงมีน้ำเหลืองและกลายเป็นหนองได้
วิธีป้องกันปัญหาเล็บขบทำได้โดยแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ตัดเล็บในแนวตรง ไม่ตัดมุมเล็บ และไม่ตัดติดหนัง หลีกเลี่ยงรองเท้าที่คับและสั้นเกินไป ที่สำคัญ ดูแลเล็บให้แห้งและสะอาด ก็จะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคที่อยู่ในซอกเล็บได้
นอกจากนี้เรายังมี 6 สูตรสมุนไพรแก้เล็บขบ วิธีรักษาง่ายๆ ด้วยตัวคุณเองมาฝากกันสูตรที่ 1โขลกใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือ 1/2 ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน นำมาพอกตรงหนองบริเวณที่เล็บขบจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้สูตรที่ 2ตำไพลมา 1 แง่ง (ยาวประมาณ 2 นิ้ว) เกลือตัวผู้ (เกลือที่เป็นเม็ดยาวๆ ) 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล ภายใน 20 นาทีจะทำให้หนองแตกออกมาและหายปวดได้สูตรที่ 3ฝานมะนาวตรงส่วนหัวออก ขนดพอสอดนิ้วเข้าไปได้ ใช้มีดคว้านเอาเนื้อในออกเล็กน้อย ทาปูนแดงบางๆ บริเวณที่เล็บขบ แล้วสอดนิ้วที่เป็นเล็บขบเข้าไปข้างในมะนาวที่ฝานแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที วิธีนี้ทำวันละ 2-3 ครั้ง เช้า-เย็นสูตรที่ 4ใช้ใบเทียนดอก 7-10 ใบ (ช่วงมีดอกใช้ดอกก็ได้) ตำให้ละเอียด นำมาพอกบริเวณเล็บขบ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นสูตรที่ 5ใช้เกลือป่นอัดใส่ตามซอกเล็บเท้าที่เจ็บและถ้าเจ็บมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า –เย็น จนกว่าจะหายสูตรที่ 6ใช้ใบพลู 3-5 ใบ ตำผสมกับเกลือ แล้วพอกตรงบริเวณที่เล็บขบ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น พอกไว้ 5-7 วันก็หายสนิท
เพียงเท่านี้ รับรองว่าอาการเล็บขบจะไม่กลับมากวนใจคุณอีกต่อไป

เคล็ดลับ ดูแลหน้าท้องลาย

สาวๆ ที่อ้วนหรือมีน้องมาก่อน จะเห็นว่าหน้าท้องเราจะลายได้ นั่นเกิดจากการที่ผิวหนังเราถุกยืดมากจนปริ ทำให้เกิดเป็นริ้วรอย บางคนมีอาการคันด้วย อย่าไปเกานะคะ ยิ่งเกาก้จะยิ่งเกิดรอยมากขึ้น ทีนี้เรามาดูวิธีดูแลหน้าท้องลายกัน1. ใช้ครีมบำรุงผิวหรือน้ำมันมะกอกทา แล้วนวดเบาๆ อาจใช้ครีมบำรุงสำหรับท้องลายที่มีขายในท้องตลาดก็ได้2. ห้ามเกาเด็ดขาด ถ้าคันให้ทาครีมแทน3. บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง ยิ่งบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องแต่ยังสาวๆ และขณะตั้งครรภ์ ก้จะช่วยกระชับครรภ์ไม่ให้ยืดออกอย่างรวดเร็วค่ะ ก็จะช่วยลดการเกิดหน้าท้องลายได้

เช็คความดันโลหิตที่แท้จริง

อุปกรณ์วัดความดันโลหิตที่มีการพัฒนาประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเครื่อง B-Pro Pulse Analyser เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดความดันโลหิตและลิ้นหัวใจ มีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 99.6 ปัจจุบันในเมืองไทยมีอุปกรณ์ดังกล่าวเพียงเครื่องเดียว โดยการนำเข้าของบริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) ที่ทุ่มทุนกว่า 50 ล้านบาท!! สำหรับค่าลิขสิทธิ์ B-Pro Pulse Analyser เป็นผลงานการพัฒนาของ ดร.โจ เพร์นเดอร์เกสท์ นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถส่งคลื่นไฟฟ้าไปยังหัวใจโดยตรง ไม่ทำให้ผู้รับการตรวจเกิดความเจ็บปวด เพราะไม่ต้องเจาะขาหนีบเพื่อสอดอุปกรณ์เข้าไปให้ใกล้หัวใจเหมือนอย่างเคย ทั้งยังใช้เวลาประมวลผลเพียง 10 นาที ก็จะทราบว่าผู้เข้ารับการตรวจมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ส่วนความแตกต่างระหว่างเครื่องวัดความดันโลหิตทั่วไปที่ใช้วัดบริเวณแขนกับ B-Pro Pulse Analyser ที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือใช้สวมข้อมือนั้นอยู่ที่ ประสิทธิภาพในการวัดความดันโลหิตแกนกลาง ซึ่ง B-Pro Pulse Analyser สามารถบอกได้ แต่เครื่องวัดความดันโลหิตแบบวัดแขนไม่สามารถบอกได้ ดังนั้น การทราบค่าความดันเลือดที่ใกล้เคียงความเป็นจริงหรือใกล้หัวใจจึงให้ความแม่นยำมากกว่า และอาจทำให้ผู้ที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่ากำลังป่วยด้วยโรคความดันเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที.

เคล็ดลับ บำรุงผิวหน้าด้วยผลไม้

สูตรผิวหน้าเนียนลดริ้วรอย นำมะละกอสุกบดละเอียดประมาณ 2 ช้อนชา พอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำวันละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วร้อยโลชั่นน้ำผลไม้ นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆให้ทั่วใบหน้า เพื่อช่วยสมานผิวและกระชับรูขุมขนแทนการใช้โทนเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณครึ่งนาที จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงเช็ดออกแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น วิธีนี้ยังช่วยกำจัดสิวหัวดำอีกด้วยโลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทน โลชั่นสำหรับผิวแห้งหรือเกรียมแดด ทั้งยังช่วยขจัดฝุ่นละออง ที่คั่งค้างอยู่ตามผิวหน้า ด้วย โลชั่นน้ำนมเปลือกกล้วยนี้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ในตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ขั้นตอน อาจจะเยอะไปนิด แต่รับรองผลไม่แพ้ แถมยังใสไร้สิวด้วยนะ ลองทำกันดู

เคล็ดลับให้เท้านุ่ม

เท้านุ่มได้ด้วย ถุงพลาสติกอีกหนึ่งกลวิธีช่วยลดโลกร้อน แบบที่ใช้แล้วยังไม่ต้องทิ้ง เราใช้ถุงพลาสติกมาเป็นส่วนหนึ่งของเคล็ดลับเท้านุ่มในวันนี้เริ่มต้น ทาปิโตเลียมเจลให้ทั่วเท้า โดยเฉพาะที่ส้นเท้า ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ จากนั้นนำถุงพลาสติกมาครอบเท้าทั้งสองข้าง แล้วทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง ไอร้อนของร่างกายจะทำให้ปิโตเลียมเจลซึมซาบสู่ชั้นผิว ส่งผลให้ผิวที่แห้งหยาบกร้าน นุ่มขึ้นแต่ถ้า ไม่อยากใช้ถุงพลาสติก ก็ยังมีอีกวิธีที่ช่วยให้เท้านุ่ม ไม่แห้งหยาบกร้าน ก่อนนอนให้ทาปิโตเลียมเจล หรือโลชั่นบำรุงผิวที่เท้า แล้วสวมถึงเท้าเข้านอน รับรองว่าเช้าขึ้นมา จะมีเท้านุ่ม น่าสัมผัสแน่นอน